ความเศร้า กับ ซึมเศร้า ความแตกต่างที่ไม่ควรมองข้าม
ความโศกเศร้าเป็นอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ที่ทุกคนสามารถรู้สึกในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต การรู้สึกเศร้าเป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติต่อสถานการณ์ที่ทำให้อารมณ์เสียหรือเจ็บปวด

ความโศกเศร้าเป็นอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ที่ทุกคนสามารถรู้สึกในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต การรู้สึกเศร้าเป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติต่อสถานการณ์ที่ทำให้อารมณ์เสียหรือเจ็บปวด ความเศร้ามีหลายระดับ
แต่เช่นเดียวกับอารมณ์อื่นๆ ความโศกเศร้าเกิดขึ้นชั่วคราวและจางหายไปตามกาลเวลา แต่ในบางครั้งเราก็พบว่า ความเศร้ากินเวลายาวนานจนกลายเป็นความเจ็บป่วยทางจิตและกลายเป็นภาวะซึมเศร้า ที่บั่นทอนการทำงานทางสังคม ความสัมพันธ์และชีวิตด้านอื่นๆ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าตอนนี้เรากำลังแค่เศร้า หรือกำลังตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า? ลองสังเกตความแตกต่างได้จากการอ่านบทความนี้เพื่อให้รับมือกับความเศร้าได้ถูกต้อง
ความเศร้าต่างจากภาวะซึมเศร้าอย่างไร
ความโศกเศร้าเป็นอารมณ์ปกติของมนุษย์ที่ทุกคนจะประสบในช่วงเวลาที่ตึงเครียดหรืออึมครึม เหตุการณ์ในชีวิตหลายอย่างอาจทำให้ผู้คนรู้สึกเศร้าหรือไม่มีความสุข การสูญเสียหรือขาดคนที่รัก การหย่าร้าง การสูญเสียงานหรือรายได้ ปัญหาทางการเงิน หรือปัญหาที่บ้าน ล้วนส่งผลต่ออารมณ์ในทางลบ การสอบไม่ผ่าน ไม่ได้งาน หรือประสบเหตุการณ์ที่น่าผิดหวังอื่นๆ ก็สามารถทำให้เกิดความโศกเศร้าได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม คนที่ประสบกับความเศร้ามักจะรู้สึกโล่งใจจากการร้องไห้ การระบาย หรือการพูดออกมาแม้จะด้วยความหงุดหงิด ความเศร้ามักจะผ่านไปตามกาลเวลา แต่หากเวลาผ่านไประยะหนึ่ง หรือมีอาการโศกเศร้ากินระยะเวลายาวนานเกิน 2 สัปดาห์ หรือมีอาการเศร้าและอาการอื่นๆ ประกอบจนไม่สามารถใช้ชีวิตปกติได้ แปลว่าเราอาจกำลังตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า ควรรีบพบแพทย์เพื่อวินิจฉัย
ภาวะซึมเศร้า (Depression)
ภาวะซึมเศร้าต่างจากความเศร้าทั่วไป ตรงที่อารมณ์เศร้าสามารถเกิดขึ้นได้แม้จะยังไม่มีเหตุการณ์สะเทือนใจเกิดขึ้น รวมถึงการคาดเดาว่าจะมีเรื่องเศร้ารออยู่ด้วย หรือเมื่อเกิดเหตุการณ์สะเทือนใจก็จะโศกเศร้าเสียใจยาวนานและรุนแรงกว่าปกติ
ภาวะซึมเศร้าสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัยและมันสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและทัศนคติของผู้ที่กำลังเป็นได้ ภาวะซึมเศร้าไม่ได้มีแค่อารมณ์เศร้า แต่ซึมเศร้ายังมีอารมณ์เหล่านี้รวมไปด้วย คือ ความรู้สึกท้อแท้ ความเศร้า ความสิ้นหวัง ขาดแรงจูงใจ สูญเสียความสนใจในกิจกรรมที่เคยพบว่าสนุกสนาน เลิกทำงานอดิเรกหรือรู้สึกว่าไม่สามารถไปทำงานหรือเรียนหนังสือได้ และในกรณีที่รุนแรงที่สุด คือ อาจมีความรู้สึก ความคิด หรือการพยายามฆ่าตัวตาย ไม่อยากใช้เวลาอยู่กับครอบครัวหรือเพื่อนฝูงอีกต่อไป หากความรู้สึกสับสนเหล่านี้คงอยู่นานกว่า 2 สัปดาห์ บุคลากรทางการแพทย์อาจวินิจฉัยว่าเรากำลังเป็นโรคซึมเศร้า (Depressive Disorder)
เมื่อไรนะที่ควรไปพบแพทย์
ขอให้ระลึกอยู่เสมอว่า การหมั่นสำรวจสภาพจิตใจของตัวเอง และขอความช่วยเหลือจากผู้ที่เราสามารถไว้วางใจได้ คือก้าวแรกในการรับมือกับภาวะซึมเศร้าอย่างมีประสิทธิภาพ แต่หากมีอาการเหล่านี้ อย่างน้อย 5 ข้อ เป็นเวลานานกว่า 2 สัปดาห์ ควรปรึกษาจิตแพทย์เพื่อวินิจฉัย
- มีความรู้สึกเศร้าเกือบทุกวัน รวมถึงความรู้สึกสิ้นหวัง หดหู่
- สูญเสียความสนใจในกิจกรรมต่างๆ
- น้ำหนักลดเพราะทานอาหารไม่ลง หรือเพิ่มขึ้นเพราะทานมากไป หรือทานในปริมาณที่เกินกว่าปกติ
- นอนไม่หลับ หรือนอนมากเกินไป
- รู้สึกเหนื่อยล้าและพลังงานต่ำ ไม่มีเรี่ยวแรง
- รู้สึกไร้ค่า หรือ รู้สึกผิดต่อคนอื่น
- ไม่มีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่กำลังทำ
- คิดหรือพูดช้า หรือเร็วจนเกินปกติ
- มีความคิดซ้ำๆ เกี่ยวกับความตาย ความคิดฆ่าตัวตาย ความพยายามหรือแผนการฆ่าตัวตาย
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงการสังเกตเบื้องต้น เมื่อสำรวจตัวเองหรือคนใกล้ตัวแล้วพบว่ามีอาการเหล่านี้ ควรขอรับความช่วยเหลือจากจิตแพทย์ การพบจิตแพทย์เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นมาก เพราะจิตแพทย์มีเครื่องมือวินิจฉัยที่สามารถแยกแยะระหว่างความเศร้าและภาวะซึมเศร้าได้ จิตแพทย์จะมีชุดถามคำถามหลายชุด รวมถึงการพูดคุยเกี่ยวการใช้ชีวิตประจำวันของเรา เพื่อให้บอกได้ว่าตอนนี้เรากำลังประสบกับความเศร้าหรือซึมเศร้าอยู่ และถึงแม้ความเศร้าจะเป็นสิ่งที่จัดการได้ แต่เมื่อไรที่พัฒนากลายเป็นภาวะซึมเศร้าแล้ว มันจำเป็นมากที่จะต้องให้แพทย์ช่วยจัดการด้วยการกำหนดระดับการรักษาที่จำเป็นต่ออาการ การรักษาโรคซึมเศร้านั้นมีหลายวิธีขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ ซึ่งรวมถึงการใช้ยา การให้คำปรึกษา และจิตบำบัดอีกด้วย
แหล่งอ้างอิง
https://www.medicalnewstoday.com/articles/314418#treatment-of-depression

