ดูแลใจ · สังเกตและเข้าใจร่างกาย

อาการแบบนี้กำลังเครียดอยู่หรือเปล่านะ?

สำรวจร่างกายตัวเองว่า เรากำลังมีอาการจากความเครียดอยู่หรือเปล่า พร้อมแชร์แนวทางดูแลตัวเองเบื้องต้น เพื่อช่วยฟื้นฟูร่างกายให้ผ่านความเครียดไปได้

14 พ.ย. 2566ใช้เวลาอ่าน 3 นาที👁 1,863
พัชรพร ศุภผล ผู้เขียน
ใช้แมวเป็นวิตามิน มีร้านหนังสือและแกลอรี่อาร์ตเป็นพื้นที่ปลอดภัย รักเจ้าชายน้อยและคิดว่าตัวเองก็คงมาจากดาวb612 เช่นกัน
สาธิดา ราหุละ นักออกแบบภาพ
ทาสแมวที่วาดรูปได้นิดหน่อย รื่นรมย์กับคราฟต์เบียร์ การเดินทาง และศิลปะ
อาการแบบนี้กำลังเครียดอยู่หรือเปล่านะ?

โอ๊ย… นั่งเรียนอยู่ดีๆ ก็ปวดท้องไม่มีสาเหตุ 😩

เพราะความเครียด ไม่ใช่เครียดแค่ที่ใจ แต่ร่างกายของเราก็เครียดได้นะ ความเจ็บปวดเล็กๆ น้อยๆ อย่างอาการตึง หน่วงตามเนื้อตัว แม้อาจพอทนไหวแต่ก็อาจเป็นสัญญาณจากร่างกายที่กำลังตะโกนบอกเราว่า “ฉันเครียดไม่ไหวแล้วจ้า” พี่ๆ a-chieve จึงอยากขอพาน้องๆ ไปสำรวจร่างกายตัวเองว่า เรากำลังมีอาการจากความเครียดอยู่หรือเปล่า พร้อมแชร์แนวทางดูแลตัวเองเบื้องต้น เพื่อช่วยฟื้นฟูร่างกายให้ผ่านความเครียดไปได้

ถ้าพร้อมแล้ว หายใจเข้าลึกๆ อ่านอาการเหล่านี้ แล้วสำรวจร่างกายตัวเองตอนนี้ไปพร้อมกันจ้า

ทำไมร่างกายเราเครียดตามไปด้วยนะ

ทุกครั้งที่เราเกิดความเครียด สมองของเราจะปล่อยฮอร์โมนความเครียด เรียกว่า #อะดรีนาลีน (Adrenaline) เป็นสารตัวเดียวกันที่จะปล่อยออกมาตอนเราโกรธ มีพลัง พร้อมที่จะต่อสู้ และ #คอร์ติซอล (Cortisol) เป็นฮอร์โมนที่ช่วยกำจัดความเครียด ด้วยการเร่งให้ตับผลิตน้ำตาลมาช่วยเลี้ยงร่างกาย ทำให้เรามีพลังงาน สดชื่น มีแรงสู้กับความเครียด

ฮอร์โมนเหล่านี้จะกระตุ้นการเต้นของหัวใจและส่งเลือดไปยังบริเวณอวัยวะสำคัญ เช่น กล้ามเนื้อ หัวใจ ซึ่งการทำงานของฮอร์โมนเหล่านี้จะแสดงออกมาเป็นอาการต่างๆ ที่เรารู้สึกได้ เช่น ปวดหัว ปวดท้อง คลื่นไส้ หายใจลำบาก ฯลฯ

ถ้าความเครียดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สมองของเราก็จะผลิตฮอร์โมนเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง หากเราละเลยบ่อยๆ สะสมระยะยาว ก็อาจนำไปสู่ความรุนแรงของอาการและโรคต่างๆ จนเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราไปเลยก็ได้ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการผ่อนคลายความเครียดจึงต้องทำคู่กันไปกับการดูแลร่างกายของเรา

รูปประกอบ: อาการแบบนี้กำลังเครียดอยู่หรือเปล่านะ?รูปประกอบ: อาการแบบนี้กำลังเครียดอยู่หรือเปล่านะ?

เวลาเครียด ร่างกายเราบอกอะไรบ้าง?

1. หายใจเร็วขึ้น

เวลาเครียดอาจมีอาการหายใจหอบเร็ว หายใจลำบาก เพราะร่างกายต้องการออกซิเจนจำนวนมากไปเลี้ยงส่วนสำคัญของร่างกาย หากเรามีโรคประจำตัวที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืด ก็จะยิ่งหายใจลำบากขึ้น เป็นอันตรายต่อชีวิตได้ ถ้าปล่อยไว้ในระยะยาวอาจพัฒนาไปสู่โรคหายใจเกิน (Hyperventilation) ซึ่งอาจมาพร้อมกับอาการมือจีบ ตัวเกร็ง วิงเวียนศีรษะ หรือหน้ามืดได้

🔸 วิธีเยียวยาเบื้องต้นเมื่อหายใจเร็ว

พยายามควบคุมลมหายใจตัวเอง ด้วยการหาที่สบายๆ เหมาะกับการนั่ง ยืน หรือนอน นิ่งๆ เพื่อฝึกหายใจ

    • การหายใจทางปาก หายใจเข้าและหายใจออกทางปากด้วยการทำปากจู๋แล้วค่อยๆ ปล่อยลมหายใจออกช้าๆ ทางปากให้นานที่สุด อาจนับเลขในใจเพื่อควบคุมความยาวในการหายใจออก เช่น หายใจเข้านับเลข 1- 2 หายใจออกยาวๆ นับ 1 - 4
    • หายใจแบบใช้กะบังลม วางมือทั้ง 2 ข้างบริเวณท้อง หลังจากนั้นให้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ให้ท้องป่องออก และค้างไว้ประมาณ 4 วินาที จากนั้นให้ผ่อนลมหายใจออกทางจมูกช้าๆ วิธีสังเกตว่าเราทำได้ถูกต้อง คือ เวลาหายใจเข้าท้องจะป่อง หายใจออกท้องจะแฟบ

2. ใจสั่น ใจเต้นเร็ว

ฮอร์โมนความเครียดจะทำให้หลอดเลือดหดตัวและเปลี่ยนเส้นทางออกซิเจนให้ไปที่กล้ามเนื้อมากขึ้น เพื่อให้เรามีพลังมากขึ้น ทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดอย่างหนัก แต่ก็ทำให้ความดันโลหิตของเราเพิ่มขึ้นมาด้วย ซึ่งหากเราเครียดสะสมเป็นเวลานาน ก็จะนำไปสู่โรคเกี่ยวกับหลอดเลือดได้

🔸 วิธีเยียวยาเบื้องต้นเมื่อใจสั่น ใจเต้นเร็ว

พยายามผ่อนคลายความเครียดด้วยการให้เวลาอยู่กับตัวเอง ควบคุมการหายใจ จิบน้ำอุ่น และหากิจกรรมเบาๆ ทำ เช่น ฟังเพลง ยืดเหยียดร่างกาย

3. จุกเสียด ปวดท้อง

การหายใจเร็วและอัตราการเต้นของหัวใจที่เพิ่มขึ้น จะทำให้ระบบย่อยอาหารของเราปั่นป่วน เผาผลาญเร็วขึ้น กระตุ้นให้กระเพาะหลั่งน้ำย่อยออกมามากกว่าปกติ ทำให้เราเกิดอาการจุกเสียด แน่นท้อง บางคนอาจคลื่นไส้ อาเจียน หรือมีอาการเรอเปรี้ยวออกมาได้ หากปล่อยไว้นานๆ อาจทำให้เรากลายเป็นโรคกระเพาะอักเสบ ลำไส้แปรปรวน ท้องผูก ท้องเสีย หรือกรดไหลย้อนได้

🔸 วิธีเยียวยาเบื้องต้นเมื่อจุกเสียด ปวดท้อง

แนะนำให้พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการรักษา โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะได้รับยาลดกรดในกระเพาะอาหาร ยาช่วยย่อยและแก้ปวดท้องมารับประทาน พร้อมกับควรปรับพฤติกรรมการกิน ไม่ทานรสเผ็ดจัด ทานผักผลไม้ช่วยย่อย และทานให้ตรงเวลา รวมถึงพยายามผ่อนคลายความเครียด

4. หิวมากขึ้น อยากกินของหวาน

น้ำตาลจากของหวานจานโปรดทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นชาเย็น ไอศกรีม เค้ก ฯลฯ จะเข้าไปลดคอร์ติซอลที่สมองเราผลิตออกมา พร้อมกับกลายร่างจากน้ำตาลเป็นคาร์โบไฮเดรต ช่วยผลิตเซโรโทนิน ทำให้เรารู้สึกอารมณ์ดีขึ้น ซึ่งความรู้สึกดีนั้นจะคงอยู่ได้ไม่นาน เราก็จะกลับมารู้สึกเหมือนเดิมอีก แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นก็อาจเป็นน้ำหนักตัวหรือระดับน้ำตาลในเลือดแทน

นอกจากของหวานแล้ว เวลาเครียด เรามักจะมองหาอาหารจานโปรดของเรา เพราะสมองรู้ว่าอาหารเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นได้ เราจะอยากกินแม้เราจะไม่หิว ถ้าเมนูโปรดของใครเป็นบุฟเฟต์ชาบู หมูกระทะ ฟาสต์ฟู้ด ก็จะทำให้เรากินอาหารที่ไม่มีประโยชน์เกินความจำเป็น

🔸 วิธีเยียวยาเบื้องต้นเมื่อรู้สึกหิว อยากกินของหวาน

ดื่มน้ำก่อนรับประทานอาหารเพื่อช่วยให้อิ่มเร็วขึ้น และทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผลไม้ที่น้ำตาลไม่สูง ในปริมาณพอเหมาะ

5. ปวดศีรษะและส่วนอื่นๆ ของร่างกาย

เมื่อเราเครียด กล้ามเนื้อของเราจะเกร็งตัวตามไปด้วย เป็นกลไกตามธรรมชาติเพื่อป้องกันการบาดเจ็บหากเราตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย การตึงของกล้ามเนื้อทำให้เรารู้สึกปวดเมื่อยบริเวณต่างๆ เช่น ศีรษะ คอ บ่า ไหล่ หลัง เมื่อความเครียดหายไปอาการเหล่านี้จะค่อยๆ ผ่อนคลายลงตาม

🔸 วิธีเยียวยาเบื้องต้นเมื่อรู้สึกปวดตามร่างกาย

ออกกำลังกายเบาๆ ยืดเส้นยืดสายให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย พักผ่อนอยู่ในที่เงียบสงบ ไม่มีเสียงหรือแสงรบกวน ใช้น้ำเย็นหรือน้ำร้อนประคบร่างกาย และดมกลิ่นน้ำมันหอมระเหยหอมๆ หากอาการรุนแรงขึ้นหรือติดต่อกันยาวนาน ให้พบแพทย์เพื่อวินิจฉัย

ความเครียดที่เข้าไปรบกวนการทำงานของร่างกาย ส่งผลให้เราใช้ชีวิตไม่เหมือนเดิม เช่น นอนไม่หลับ หรือนอนมากไป รู้สึกเหนื่อยล้า อยากพักตลอดเวลา กินมากไปหรือกินไม่ลง ใช้แอลกอฮอล์หรือสารเสพติด ตอบสนองอารมณ์ของตัวเองมากไป เช่น ช้อปปิ้งเยอะเกินปกติ อยากทะเลาะวิวาท เป็นต้น ความเครียดยังส่งผลต่อภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้เราเป็นไข้ ไม่สบายได้ง่ายขึ้นอีกด้วย การปล่อยให้ความเครียดสะสมในร่างกายบ่อยๆ จึงไม่ดีต่อสุขภาพกายใจไม่ว่าจะช่วงสั้นๆ หรือระยะยาว

ทั้งหมดนี้คืออาการเบื้องต้นที่บอกเราว่า เราสะสมความเครียดจนแสดงออกทางร่างกาย ซึ่งอาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน บางคนมีอาการขึ้นมาแล้วสามารถหายได้ด้วยตัวเอง บางคนอาจต้องการยาหรือวิธีการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ บางคนอาจมีอาการมากกว่า 1 อย่าง บางคนอาจมีอาการอื่นนอกเหนือจากนี้ ถ้าตอนที่เกิดอาการนั้นๆ ตรงกับช่วงที่เรากำลังเผชิญกับความเครียดอยู่ ก็อย่าลืมหาที่มาของความเครียด ค่อยๆ ผ่อนคลายตัวเอง กลับมาดูแลตัวเอง เยียวยาอาการทางกายไปพร้อมๆ กับทางใจ และพยายามจัดการความเครียดที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันให้สมดุล ไม่งั้นอาจกลับมามีอาการเหล่านี้ซ้ำๆ ได้น้า ><

และถ้าน้องๆ รู้สึกว่าต้องการพูดคุยกับใครสักคนเกี่ยวกับสถานการณ์ที่กำลังเผชิญ แต่ไม่รู้จะคุยกับใคร มีพี่ๆ a-chieve อยู่ตรงนี้ รอรับฟังเรื่องราวจากทุกคนอยู่เสมอนะ คลิกเข้าคอมมูนิตี้ของเราได้ที่ https://discord.gg/dxKey954

อ้างอิง

https://www.healthline.com/health/stress/effects-on-body

https://www.bpksamutprakan.com/care_blog/view/87#:~:text=%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%9D%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89,%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2

https://dmh.go.th/news/view.asp?id=2401

#รู้ทันความรู้สึก#เหนื่อย#ดูแลใจ#เข้าใจร่างกาย#เครียด