อยากเก่งขึ้นต้องทำไงอะ? อัปเวลตัวเองแบบรัวๆ ด้วย 6 คำถาม
ไม่หลับก็มึน ไม่มึนก็ท้อ บางทีแค่ความพยายามอาจไม่พอนะ ใครหลายคนบอกว่าถ้าอยากเก่งให้ตั้งใจเรียน ให้ติวเยอะๆ ให้ฝึกทำข้อสอบบ่อยๆ แต่พูดก็พูดเถอะว่าบางวิชามันก็ไม่เข้าหัวจริงๆ แล้วความตั้งใจว่าอยากเก่งขึ้นนี่ จริงๆ แล้วเขาทำกันยังไงนะ วันนี้พี่ๆ a-chieve มี 6 คำถาม สำหรับใช้เป็นแนวทางมาบอกจ้า

ไม่หลับก็มึน ไม่มึนก็ท้อ บางทีแค่ความพยายามอาจไม่พอนะ
ใครหลายคนบอกว่าถ้าอยากเก่งให้ตั้งใจเรียน ให้ติวเยอะๆ ให้ฝึกทำข้อสอบบ่อยๆ แต่พูดก็พูดเถอะว่าบางวิชามันก็ไม่เข้าหัวจริงๆ
แล้วความตั้งใจว่าอยากเก่งขึ้นนี่ จริงๆ แล้วเขาทำกันยังไงนะ วันนี้พี่ๆ a-chieve มี 6 คำถาม สำหรับใช้เป็นแนวทางมาบอกจ้า
1. “เราอยากเก่งขึ้น ไปทำไมนะ?” ขอเปิดด้วยข้อนี้ก่อนเลย เพราะคำตอบที่ได้จะเป็นเหมือนกองหนุนให้เรามีแรงพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นในเรื่องนั้นๆ ซึ่งสามารถมีได้หลายเหตุผลเลย เช่น
- อยากรู้สึกมั่นใจในตัวเองมากขึ้น
- อยากใช้เรื่องที่เราทำได้ดีไปต่อยอดด้านการเรียนต่อหรือการประกอบอาชีพในอนาคต
- อยากใส่ในพอร์ตโฟลิโอเพื่อแสดงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเรา
- อยากรู้เฉยๆ พอดีครูถามมา เลยอยากตอบได้บ้าง
- อยากเอาความเก่งไปขิงเพื่อน (เหตุผลข้อนี้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นการแกล้งกันอย่างเป็นมิตรและเพื่อนก็รู้สึกโอเคด้วย ก็ไม่เป็นไรจ้า)
2. “แบบไหนนะที่ว่าเก่ง?”
เลือกเป้าหมายความเก่งที่เราต้องการและเลือกตัวชี้วัดความสำเร็จ เจ้า “ความเก่ง” นี้ควรเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ จับต้องได้ และมีการกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน
ตัวอย่าง
- “ถ้าชีวิตช่วง ม.ปลาย 3 ปีนี้ ฉันทำสอบวิทยาศาสตร์ได้เฉลี่ย 70 คะแนน (เต็ม100) ขึ้นไปทุกเทอม จะหมายถึงฉันมีความถนัดด้านวิทยาศาสตร์ แต่ถ้าได้น้อยกว่า 70 คะแนนก็อาจจะหมายความว่าฉันไม่ถนัดวิชานี้เท่าไหร่”
- “ภายในปีนี้ ฉันจะอัปเวลตัวเองให้มั่นใจ และสามารถลงแข่ง YC ให้ได้ เพื่อพิสูจน์ว่าฉันมีความสามารถด้านการรับฟังและการให้คำปรึกษาเพื่อน”
- “ถ้าฉันสามารถศึกษา และเลือกสินค้าที่มีคุณภาพมาลองขายออนไลน์ได้ โดยไม่ขาดทุน ภายใน 3 เดือนนี้ แปลว่าฉันก็น่าจะมีความสามารถด้านการวิเคราะห์ตลาด การประชาสัมพันธ์ การขายและการจัดการสินค้า ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถเก็บเข้าพอร์ตฯ เพื่อยื่นเรียนต่อได้ด้วย”
3. “ตัวเราในตอนนี้ทำได้แค่ไหน?”
ลองประเมินตัวเองดูว่าจากภาพที่เราตั้งไว้ในข้อ 2 กับตัวเราในตอนนี้เป็นยังไงบ้าง ขอให้ดูทั้งด้านความสนใจที่มี กับทักษะที่มี โดยอาจเลือกการประเมินด้วยคะแนน เช่น “เต็ม 10 หมายถึง อินมากกกกก มีทักษะสุดๆๆๆๆ” ในขณะที่ “0 คือ บ่ดั้ยเลอ ไม่ไหว ไม่เข้าหัวเลยซักนิด”
ตัวอย่าง “ถ้าพูดถึงวิชาวิทยาศาสตร์ของแผนวิทย์ ม.ปลาย สำหรับฉันในตอนนี้
- ระดับความสนใจหรือความอิน เต็ม 10 ให้ 8
- ทักษะความสามารถ เต็ม 10 น่าจะอยู่ที่ประมาณ 5 แล้วกัน เพราะยังไม่มั่นใจเท่าไหร่ว่าทำได้ดีจริงมั้ย”
การรีวิวคะแนนแบบนี้ ควรมีหลักฐานอ้างอิงที่เชื่อถือได้ เช่น ดูคะแนนสอบในรายวิชานี้ย้อนหลังต่อเนื่องซัก 1 - 3 เทอมหรือประเมินจากคะแนนเก็บปัจจุบันก็ได้
หากไม่มั่นใจก็ไม่เป็นไรนะ ลองขอให้เพื่อนหรือคุณครูที่เราไว้ใจช่วยรีวิวเราด้วยชุดคำถามเดียวกันนี้ก็ได้ (“ถ้าให้คะแนนเต็ม 10 คิดว่าเราดูชอบวิชาวิทยาศาสตร์แค่ไหน คิดว่าเรามีทักษะวิชานี้แค่ไหน”) แล้วเอาผลคะแนนที่เราให้ตัวเอง กับคะแนนที่คนใกล้ตัวให้เรา มารวมกันเพื่อหาค่าเฉลี่ย ก็จะได้จุดตั้งต้นของการตามหาจุดเด่นของตัวเรา
4. “จากตอนนี้สู่เป้าหมายที่ตั้ง จะยังไงต่อดี?”
วางแผนพัฒนาตัวเองโดยมีตัวชี้วัดในข้อ 2 และ 3 เป็นหลักยึด ข้อนี้เป็นขั้นตอนที่ใครหลายคนอาจไม่ทันนึกถึง เลยทำให้การวางแผนเป็นไปไม่ได้จริง หรือยังไม่ทันลงมือก็ท้อและถอดใจเสียก่อน เพราะตั้งเป้าไว้สูงเกินจริง เทียบกับเวลาที่มีและศักยภาพความพร้อมของเรา
ข้อแนะนำสำหรับคนที่ยังลังเล คือ ให้ลองตั้งเป้าหมายให้เล็กลง ที่เรามั่นใจว่าจะทำได้ และลงมือทำอย่างเต็มที่ ครั้งต่อไปค่อยเริ่มขยับเป้าหมายให้ท้าทายมากขึ้นทีละนิด จะช่วยให้เรามีกำลังใจในการลุยต่อด้วยนะ
นอกจากนี้ ควรเปิดรับวิธีการใหม่ๆ ที่น่าลองนำมาปรับใช้กับตัวเอง อาจสอบถามจากเพื่อน รุ่นพี่ หรือคุณครูก็ได้ ว่ามีวิธีการไหนบ้างที่จะทำให้เราเก่งขึ้นในเรื่องนั้นๆ เช่น “การเรียนรู้ด้วยตัวเอง” ที่อาจทำได้ทั้งการทำข้อสอบก่อนนอน การจับกลุ่มติวกับเพื่อนทุกสัปดาห์ การลงเรียนคอร์สออนไลน์ ฯลฯ
5. “ลุยเรียนแบบมีสติอยู่รึป่าว?”
การมุ่งมั่นลงมือทำเป็นสิ่งดี (และควรอย่างยิ่ง หากอยากทำให้ตัวเองเกิดการเปลี่ยนแปลง) แต่อย่าลืมคอยทบทวน รีวิวระหว่างทางสม่ำเสมอด้วย เพื่อให้เราเห็นภาพรวมว่า เราได้ทำตามแผนที่วางไว้ (ในข้อ 4) แค่ไหนแล้ว มีอะไรที่เราจำเป็นต้องทำเพิ่ม ลด หรืออาจต้องปรับแผนบ้าง เพื่อให้การอัปเวลของเราเป็นไปอย่างราบรื่น การตะบี้ตะบันเรียนและติวสอบ อาจให้ผลไม่ดีเท่าไร หากเราทำมากไปจนร่างกายและสมองรับไม่ไหว ไม่แน่ว่าอาจส่งผลเสียให้เราปวดหัวไมเกรน หรือสมองล้าจำอะไรไม่ได้เลยก็ได้นะ
6. “เมื่อหมดเวลาที่ตั้งใจไว้แล้ว เกิดผลเป็นไงและเราได้เรียนรู้อะไรบ้าง”
เมื่อมาถึงจุดสิ้นสุดของเวลา (ที่เราตั้งไว้ในข้อ 1) ให้ลองมารีวิวภาพรวมอีกทีเพื่อดูว่า
- เกิดผลเป็นยังไงบ้าง ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ เช่น เราได้ผลสอบคะแนนเท่าไร, เรารู้อะไรเพิ่ม หรือมีทักษะอะไรที่ทำได้คล่องแคล่วมากขึ้น
- เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง ทั้งความรู้ใหม่ๆ ที่เจอ และประสบการณ์ที่เราได้จากการลงมือวางแผนและทำตามแผนในครั้งนี้ เพื่อเก็บเป็นแนวทางสำหรับพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นต่อไป
พูดตามตรงว่า สำหรับสิ่งที่เราอยากเก่ง ปุบปับจะเก่งเลยมันก็เป็นเรื่องยากจริงๆ แหละ แต่ก็อยากเชียร์ให้เชื่อมั่นในตัวเองว่าเราทำได้ เพียงแต่ต้องอาศัยเวลาและความมุ่งมั่นที่ถูกทิศทางด้วย เป็นกำลังใจให้ทุกคนเลยนะ
แต่ถ้ายังเคว้ง ไม่รู้จะเอายังไงกับชีวิตดี ลองมาปรึกษาพี่ๆ a-chieve หรือจะมานั่ง #StudyWithMe ด้วยกันก็ได้ที่ดิสคอร์ดของพวกเรา ที่ https://discord.gg/mcyxarNZhK จ้า 🙂
