ออกแบบ ศิลปะ และงานฝีมือ
ข้อมูลอาชีพสถาปนิกภายใน
สถาปนิกผู้ทำหน้าที่รวบรวมความต้องการของผู้ใช้มมาออกแบบ Space หรือ ‘ที่ว่าง’ ที่ตอบสนองความต้องการเหล่านั้น ให้งานออกมาสวยงาม แก้ปัญหาจากการใช้พื้นที่ใช้สอยให้เกิดประโยชน์ และตรงกับความต้องการของผู้ใช้มากที่สุด
⏱ ใช้เวลาอ่าน 3 นาที👁️ 8,752

สายสามัญที่รับ
วิทย์-คณิตศิลป์-คำนวณศิลป์-ภาษา
ค่าตอบแทนเฉลี่ย
ไม่ระบุ
“สถาปนิกผู้ทำหน้าที่รวบรวมความต้องการของผู้ใช้มมาออกแบบ Space หรือ ‘ที่ว่าง’ ที่ตอบสนองความต้องการเหล่านั้น ให้งานออกมาสวยงาม แก้ปัญหาจากการใช้พื้นที่ใช้สอยให้เกิดประโยชน์ และตรงกับความต้องการของผู้ใช้มากที่สุด”
ลักษณะงาน
- ออกแบบและนำเสนอลงบนแผ่นกระดาษหรือหน้าจอ สามารถอธิบายและถ่ายทอดความคิดของตัวเองให้ผู้อื่นเข้าใจได้ สามารถดำเนินการตรวจสอบความเป็นไปของการก่อสร้าง การดูงบของผู้ว่าจ้างและการประเมินค่าก่อสร้างของผู้รับเหมา ตลอดจนการออกไปยังพื้นที่หน้างานเพื่อแนะนำและหาแนวทางแก้ไขร่วมกับช่างก่อสร้างหากเจอปัญหาหน้างาน
- เป็นตัวกลางที่ดีในฐานะที่ตนเองเป็นผู้ออกแบบเพื่อเชื่อมความเข้าใจระหว่างผู้ว่าจ้าง และผู้ที่เกี่ยวข้องในสาขาอาชีพอื่น ให้มีเป้าหมายเดียวกันคือสร้างผลงานให้ตอบโจทย์ที่ตั้งไว้มากที่สุด
- ความแตกต่างระหว่างสถาปนิกที่ทำงานประจำกับฟรีแลนซ์ อาจขึ้นอยู่กับความสามารถและจำนวนบุคลากรที่เพียงพอต่อการทำงานโปรเจกต์นั้นๆ เช่น ฟรีแลนซ์อาจจะรับงานในระดับสเกลที่อยู่อาศัยได้ อาคารสำนักงาน ส่วนกลางของพื้นที่สาธารณะบางส่วน แต่ถ้าพื้นที่หรือปริมาณงานมากเกินกว่าที่ 1 คนจะรับไหว ก็ต้องมีตัวช่วย เช่น สร้างทีมเอง หรือว่าจ้าง Outsource เพื่อช่วยในบางขั้นตอน หากเราจัดการสิ่งเหล่านี้ด้วยตัวเองไม่ได้ โดยปกติผู้ว่าจ้างจะเลือกบริษัทที่มีความพร้อมมากกว่า ทั้งในด้านกำลังคน ระบบการทำงาน เมื่อเทียบระยะเวลากับค่าใช้จ่าย ซึ่งทุกอย่างถือเป็นต้นทุนของผู้ว่าจ้างที่จะพิจารณา เป็นต้น
ขั้นตอนการทำงานในวันปกติ
- 1
รวบรวมความต้องการของลูกค้าหรือผู้ว่าจ้าง ประเมินเวลาและปริมาณงานที่ต้องทำคร่าวๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจว่าจะรับหรือแนะนำให้คนอื่นรับช่วงต่อ
- 2
เสนอราคาค่าออกแบบ
- 3
ตกลงการว่าจ้าง แจกแจงรายละเอียด และวางระยะเวลาของแผน (Timeline) ว่าจะนัดคุยงานหรือส่งงานกี่ครั้ง แต่ละครั้งจะนำเสนออะไรบ้าง ด้วยวิธีใด (นำเสนอแบบออนไลน์หรือต่อหน้า)
- 4
เมื่อข้อตกลงทุกอย่างเรียบร้อย ก็เริ่มทำงาน สอบถามความสนใจ เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล (อาจเจาะลึกมากกว่าขั้นตอนแรก ที่เป็นเพียงความต้องการขั้นต้นเพื่อนำมาประเมินพื้นที่ใช้สอย และความเป็นไปได้ในการออกแบบ)
- 5
วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ เพื่อหาแนวทางรูปแบบที่คาดว่าจะตรงกับความต้องการนั้นมากที่สุด
- 6
บางงานที่เป็นงานรีโนเวท (ปรับปรุงพื้นที่ใช้สอยพื้นที่เดิม) อาจต้องมีการเดินทางไปดูสถานที่จริง โดยอาจต้องมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะไปช่วยตรวจสอบด้วย เช่น วิศวกรโครงสร้างอาคาร หรืองานระบบที่เกี่ยวข้อง เพราะอาคารเก่าบางแห่งอาจไม่แข็งแรงพอที่จะทำอะไรได้มาก ซึ่งจะกลายเป็นโจทย์เพิ่มเติมให้สถาปนิกภายในคิดแผนแก้ปัญหาต่อไป
- 7
เริ่มขั้นตอนการออกแบบ โดยแต่ละคนอาจจะมีวิธีการคิด การวิเคราะห์ที่แตกต่างกันแล้วแต่ความถนัดของแต่ละคน
- 8
จำนวนวันของการทำงานแต่ละงาน จะอยู่ที่การจัดการของสถาปนิกภายในแต่ละคน หรือของแต่ละองค์กร รวมถึงขนาดและความซับซ้อนของงานนั้นๆ บางขั้นตอนอาจจะใช้เวลามากกว่าหนึ่งวัน บางขั้นตอนสามารถรวบมาทำได้หลายอย่างในวันเดียว แต่อาจใช้หลายคนช่วยกันก็ได้เช่นกัน
- 9
เตรียมแบบที่พร้อมจะนำเสนอ บางกรณีจะเป็นงาน 2 มิติ และอาจมีภาพทัศนียภาพสามมิติบางส่วน แต่ในบางกรณีอาจต้องนำเสนอโมเดลที่เป็นชิ้นงานจริง หรือภาพทัศนียภาพ 3 มิติที่ใกล้เคียงของจริงมากที่สุดหลายภาพ เพื่อสื่อสารให้เข้าใจตรงกัน)
- 10
นัดพูดคุยและนำเสนอกับผู้ว่าจ้าง
- 11
เลือกวัสดุที่ใช้ในงานออกแบบ เช่น วัสดุปูพื้น กรุผนัง กรุฝ้าเพดาน ผ้าม่าน เฟอร์นิเจอร์ ดวงโคมดาวน์ไลท์ โคมไฟตกแต่ง โดยบางงานอาจต้องระบุถึงรูปแบบของหน้าตาเพลทปลั๊ก สวิตซ์ หรืออุปกรณ์เฉพาะเช่น เตาเครื่องครัว อุปกรณ์ครัว หรือเครื่องไฟฟ้า ที่ทางผู้ว่าจ้างให้เราช่วยแนะนำ อาจต้องติดต่อขอตัวอย่างวัสดุจริงเพื่อนำมาเทียบเคียงกันโดยการทำ Material Board ให้ผู้ว่าจ้างจินตนาการตามได้ว่าส่วนนี้ภาพรวมจะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร ส่วนเฟอร์นิเจอร์อาจส่งต่อให้เซลล์ หรือไปดูของจริงที่โชว์รูม เป็นต้น
- 12
สรุปแบบ จบขั้นตอนการออกแบบหรือจบการดีไซน์
- 13
เขียนแบบและลงรายละเอียดการก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นบิวท์อินหรืองานตกแต่งพื้น ผนัง ฝ้า รวมถึงสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นใหม่ในพื้นที่นั้นๆ โดยระหว่างนี้ก็จะต้องใช้เวลาคิดในส่วนที่ตอนดีไซน์ยังไม่ได้ลงรายละเอียดครบ โดยอาจจะเป็นคนออกแบบคนเดียวกันที่ทำหน้าที่นี้ หรือส่งต่อให้อีกคนก็แล้วแต่ระบบการทำงาน (สำหรับบริษัท) แต่หากเป็นฟรีแลนซ์ก็ต้องจัดการเองทั้งหมด
- 14
ปรับแก้ไขแบบจนเสร็จเรียบร้อย
- 15
ส่งแบบให้ผู้รับเหมา หรือบริษัทรับเหมาประเมินราคา โดยอาจจะเป็นการว่าจ้างโดยตรงหรือใช้ระบบประเมินราคา แล้วผู้ว่าจ้างเลือกที่ตรงกับความต้องการมากที่สุดก็ได้ (เรียกขั้นตอนนี้ว่า ‘ประมูลแบบ’ มักมีขั้นตอนนี้สำหรับการทำงานใหญ่ๆ มากกว่างานขนาดเล็ก)
- 16
ติดตามงานระหว่างการก่อสร้าง อาจมีการนัดเข้าไปดูหน้างานกับผู้ว่าจ้างเป็นครั้งคราวตามข้อตกลง และปรับแก้ไขแบบหากพบจุดที่จำเป็นต้องแก้ไข เช่น ระยะหน้างานเมื่อทำการรื้อวัสดุกรุเดิมออก มีความแตกต่างจากแบบมาก หรือมีข้อจำกัดในการก่อสร้างจริง ช่างอาจจะนำเสนอวิธีการที่ต่างจากการออกแบบของสถานิก ตรงนี้เป็นขั้นตอนการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและความรู้ร่วมกัน โดยให้ผู้ว่าจ้างเป็นคนอนุมัติหรือให้รับทราบเมื่อมีการปรับแบบด้วยเหตุสุดวิสัยหน้างานทุกครั้ง
- 17
เมื่อจบขั้นตอนทั้งหมด สถาปนิกภายในจะจัดส่งไฟล์ข้อมูลหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องระหว่างการทำงานให้แก่ผู้ว่าจ้างเพื่อจบงาน
- 18
Back up ข้อมูลให้เรียบร้อย เก็บสำรองไว้กับทางผู้ออกแบบ โดยอาจจะกำหนดเองว่าจะลบ (หรือทิ้ง) แล้วเหลือเฉพาะงานที่ใช้จริงไว้กี่ปี หรือเก็บอะไรไว้บ้าง
เพื่อนร่วมงาน (Work Ecosystem)
👤ผู้ว่าจ้าง ซึ่งในงานสเกลใหญ่ระดับองค์กร อาจได้ประสานงานกับหลายฝ่าย หรือเฉพาะแค่ผู้ประสานงานก็ได้
👤วิศวกร (Engineer) ไม่ว่าจะเป็น วิศวกรโยธา วิศวกรงานระบบ (ประปา ไฟฟ้า ระบบสุขาภิบาล ระบบปรับอากาศ) หรือแม้แต่วิศวกรสิ่งแวดล้อมสำหรับบางโปรเจกต์
👤สถาปนิก (Architect)
👤ภูมิสถาปนิก (Landscape Architect)
👤เซลล์ (Sales) หรือผู้ชำนาญในเรื่องของวัสดุก่อสร้างนั้นๆ
👤ผู้จำหน่ายเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่ง (Furniture and decoration accessories supplier)
👤ผู้รับเหมาก่อสร้าง (Contractor) โฟร์แมน (Foreman) ช่างก่อสร้าง (Mason)
👤พนักงานบัญชี ธุรการ หรือคนทำหน้าที่เบิกจ่ายค่าออกแบบ (Accounting Officer) กรณีที่ผู้ว่าจ้างเป็นองค์กร หรือบริษัท
👤ซินแสและผู้ชำนาญทางด้านความเชื่อ (Feng shui master) แล้วแต่ความศรัทธาของผู้ว่าจ้าง
👤ฝ่ายดูแลอาคาร หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความปลอดภัยอาคาร (Building department) กรณีต้องเข้าไปตรวจงานก่อสร้างตอนช่วงค่ำ เช่น ในห้างสรรพสินค้า หรืออาคารสำนักงาน
👤สถาปนิกภายใน (Interior Architect) หรือมัณฑนากร (Interior Designer) หากงานนั้นมีหลายทีมที่เกี่ยวข้อง และต้องทำร่วมกัน
👤อาชีพอื่นๆ ตามโจทย์งานที่ได้รับ เช่น - งานออกแบบพิพิธภัณฑ์หรือนิทรรศการ จะได้ทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ดูแลพิพิธภัณฑ์หรือภัณฑารักษ์ (Curator) - งานออกแบบครัวที่มีลักษณะเฉพาะอย่าง Fine dining, Buffet line ในโรงแรม จะได้ทำงานกับเชฟ (Chef) และผู้จัดการร้าน (Manager) - งานออกแบบโรงเรียนเด็กอนุบาลหรือประถม จะได้ทำงานกับครู (Teacher) เพราะสเกลทุกอย่างจะเล็กและมีข้อควรระวังเพิ่มเติมเรื่องความปลอดภัย - งานออกแบบซาลอนหรือร้านทำผม จะได้ทำงานกับช่างตัดผม (Barber) เพื่อศึกษาขนาดและระยะของเตียงสระผมหรือเก้าอี้ตัดผม เป็นต้น
ประเมินอาชีพ · จาก a-chieve-service
บุคลิก & ทักษะของคุณตรงกับอาชีพนี้แค่ไหน?
ทำแบบประเมินเพื่อดูคะแนนความเข้ากันกับอาชีพนี้